ระบบสุริยะ

posted on 19 Dec 2010 22:00 by kikgt2

กำเนิดระบบสุริยะ

                   การเกิดของระบบสุริยะจากเนบิวลา  มวลส่วนใหญ่จะกลายเป็นดวงอาทิตย์ที่เหลือเล็กน้อยกลายเป็นดาวเคราะห์  บริวารดาวเคราะห์  ดาวเคราะห์น้อย  ดาวหางและเศษวัตถุขนาดเล็ก ๆ  จำนวนมาก  เมื่อ 5,000  ล้านปีมาแล้ว  บริเวณที่เป็นระบบสุริยะในปัจจุบันเคยเป็นเนบิวลาที่มีแก๊สไฮโดรเจนและธาตุต่าง ๆ  เป็นองค์ประกอบ  แก๊สและธาตุเหล่านี้มาจากเนบิวลาเดิมและเนบิวลาใหม่ที่เกิดจากซูเปอร์โนวา  ด้วยเหตุนี้เมื่อเนบิวลากลายเป็นระบบสุริยะ  ดวงอาทิตย์และบริวารจึงมีส่วนประกอบที่มีธาตุต่าง ๆ  คล้ายคลึงกัน

                 นักดาราศาสตร์แบ่งพื้นที่รอบดวงอาทิตย์ตามลักษณะการก่อตัวเกิดเป็นบริวารของดวงอาทิตย์แบ่งออกเป็น 4 เขต  คือ  ดาวเคราะห์ชั้นใน  แถบดาวเคราะห์น้อย  ดาวเคราะห์ชั้นนอก  และเขตนอกสุดคือเขตของดาวหาง

                -  ดาวเคราะห์ชั้นในของระบบสุริยะ  ได้แก่  ดาวพุธ  ดาวศุกร์  โลก  และดาวอังคาร  ดาวเคราะห์เหล่านี้มีพื้นผิวแข็งหรือเป็นหินแบบเดียวกับโลก  จึงเรียกว่าดาวเคราะห์หินหรือดาวเคราะห์แบบโลก

                -  มวลสารที่อยู่บริเวณแถบดาวเคราะห์น้อย  คือ  บริเวณระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี  นักดาราศาสตร์คาดว่าคงมีการก่อตัวเช่นเดียวกับวัตถุที่ก่อกำเนิดเป็นดาวเคราะห์ชั้นใน

                -  ดาวเคราะห์ชั้นนอกหรือดาวเคราะห์ยักษ์เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่  มีองค์ประกอบหลักเป็นไฮโดรเจนและฮีเลียมทั้งดวง  ได้แก่  ดาวพฤหัสบดี  ดาวเสาร์  ดาวยูเรนัส  และดาวเนปจูน

                -   เศษเหลือจากดาวเคราะห์ยักษ์คือดาวหางจำนวนมากที่อยู่รอบนอกของระบบสุริยะ    

ดวงอาทิตย์

                  

               ดวงอาทิตย์จัดเป็นดาวฤกษ์ธรรมดาสามัญดวงหนึ่งเป็นดาวฤกษ์สีเหลืองชนิดสเปกตรัม G  อุณหภูมิผิวประมาณ  6,000  เคลวิน  แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ส่องไปยังดาวเคราะห์ทำให้เรามองเห็นดาวเคราะห์ได้  พลังงานจากดวงอาทิตย์ทำให้โลกอบอุ่น  จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก  และก่อให้เกิดพลังงานต่าง ๆ  ที่มีใช้อยู่บนโลก  นอกจากพลังงานนิวเคลียร์และความร้อนจากใต้พื้นโลกแล้ว  ยังมีพลังงานอื่นที่โลกได้รับโดยตรงหรือสืบเนื่องจากดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น  กล่าวได้ว่า  ดวงอาทิตย์คือผู้ให้พลังชีวิตแก่โลก

                 สิ่งที่มาจากดวงอาทิตย์ไม่ใช่เฉพาะพลังงานเท่านั้น  แต่ยังมีอนุภาคโปรตอนและอิเล็กตรอนจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์  และเรียกอนุภาคที่ออกจากดวงอาทิตย์นี้ว่า ลมสุริยะ  ถ้าอนุภาคถูกปลดปล่อยจากดวงอาทิตย์เป็นจำนวนมากกว่าปกติและมีอัตราเร็วมากกว่าลมสุริยะ  เรียกว่า  พายุสุริยะ  ผลกระทบของพายุสุริยะต่อโลก คือ  การเกิดแสงเหนือแสงใต้อย่างชัดเจน  และทำให้ไฟฟ้าแรงสูงดับในต่างประเทศที่อยู่ใกล้ขั้วโลก  เกิดการติดขัดทางการสื่อสารโดยวิทยุคลื่นสั้นทั่วโลก  และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในดาวเทียมอาจถูกทำลาย

                กล่าวโดยทั่วไป  ดวงอาทิตย์ส่งแรงโน้มถ่วงไปยังดาวเคราะห์ทำให้ดาวเคราะห์แต่ละดวงเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ ดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วต่าง ๆ กัน  และแรงโน้มถ่วงที่ดวงอาทิตย์กระทำต่อดาวเคราะห์แต่ละดวงก็แตกต่างกัน  หากดาวเคราะห์ไม่เคลื่อนที่หรือเคลื่อนที่ช้าลง  ดาวเคราะห์จะตกไปที่ดวงอาทิตย์

 
วิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแล็กซี

ระบบสุริยะ (Solar System)
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าระบบสุริยะ เริ่มต้นจากฝุ่นที่เป็นเมฆหมอก ประกอบด้วยแก๊ส ของแข็ง ของเหลว แก๊สส่วนใหญ่เป็นไฮโดรเจน และมีฮีเลียมปนอยู่เล็กน้อยซึ่งแก๊สเหล่านี้เป็นส่วนประกอบของ เอกภพ เนื่องจากแรงโน้มถ่วงของตัวมันเองจึงทำให้เกิดการยุบตัว และร้อนขึ้นจนบริเวณแกนกลาวงเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ ฟิวชันและ กลายเป็นดวงอาทิตย์ในที่สุด ระหว่างนั้นดาวเคราะห์ก็เริ่มก่อตัว โดยความร้อนจากดวงอาทิตย์ผลักให้แก๊สที่เบากว่าและมีน้ำน้ำแข็งมารวมตัวกัน และแรงโน้มถ่วงจะทำให้ฝุ่นเริ่มก่อรวมตัวกันเกิดเป็นดาวเคราะห์วงใน 4 ดวง และในทำนองเดียวกัน ดาวเคราะห์วงนอกก็เกิดจากการรวมตัวกันของน้ำแข็ง และแก๊สกลายเป็นกลุ่มแก๊สขนาดมหึมา เช่น ดาวพฤหัส

ระบบสุริยะประกอบด้วยดวงอาทิตย์เป็นสุดศูนย์กลางและมีดาวเคราะห์ 9 ดวง โคจรอยู่รอบ ๆ ประกอบด้วย ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน ดาวพลูโต ซึ่งดาวเคราะห์ 6 ดวงแรกสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ส่วนอีก 3 ดวงสามารถมองดูโดยใช้กล้องจุลทรรศน์จากโลก

กาแล็กซี (Galaxies)
กาแล็กซีประกอบด้วย ดาวฤกษ์จำนวนมากมายมหาศาล ประมาณ 100,000 ล้านดวง และที่ว่างกว้างขวางเป็นส่วนใหญ่ ในที่ว่างระหว่างดวงดาวนี้ มีกลุ่มก้อนฝุ่นและแก๊สกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในกลุ่มฝุ่นและแก๊สบางแห่งสารวัตถุดิบกำลังกลั่นตัว ยุบตัวลงเป็นดาวฤกษ์ในระยะแรกเกิดก็อยู่ด้วย องค์ประกอบส่วนใหญ่ของกลุ่มแก๊สที่ล่องลอยอยู่ คือ ธาตุไฮโดรเจน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงให้พลังงานในการแผ่รังสีของดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ในเอกภพ

ความสำคัญของดาราศาสตร์กับมนุษย์

วิถีชีวิตของมนุษย์มีความผูกพันกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์มาช้านานแล้ว ดวงอาทิตย์ลูกไฟดวงใหญ่ให้แสงสว่างและความอบอุ่นแก่สรรพสิ่งบนพื้นโลก ดวงจันทร์และดาวจำนวนมหาศาลที่ปรากฏบนท้องฟ้าในยามค่ำคืนเป็นสิ่งที่มนุษย์มีความคุ้นเคย จนสามารถสังเกตเห็นวัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบของวัตถุท้องฟ้าเหล่านี้
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมากมาย  เช่น  การปรากฏของดาวหาง  ผีพุ่งไต้  ราหูอมจันทร์  เป็นต้น  ที่มนุษย์ในยุคก่อนไม่อาจเข้าใจว่าสิ่งที่ปรากฏบนท้องฟ้าเหล่านั้นคืออะไร   จะก่อภัยพิบัติแก่สรรพชีวิตบนพื้นโลกหรือไม่ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทั้งหลายยังครอบงำให้มนุษย์มีความหวาดกลัว และพยายามหาทางขจัดปัดเป่าให้สูญสิ้นไป
ความฉลาดของมนุษย์สอนให้มนุษย์รู้จักสังเกตและพยายามค้นหาความจริง เกี่ยวกับวัฏจักรของวัตถุท้องฟ้า   ตลอดจนสาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์บนฟากฟ้าทั้งหลาย  ดาวฤกษ์ที่ปรากฏบนท้องฟ้าทั้งหมดถูกจัดเป็นกลุ่มดาว  88  กลุ่ม  เพื่อความง่ายในการค้นหาและสังเกตการณ์

 

มนุษย์ค้นพบว่าดาวเคราะห์ทั้ง 5 ดวง คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์มีการเปลี่ยนตำแหน่งไปตามกลุ่มดาว 12 กลุ่ม เหมือนกับดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ตำแหน่งการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์มีความสัมพันธ์กับฤดูกาล ในที่สุดมนุษย์เริ่มรู้จักการสังเกตวัตถุท้องฟ้า เพื่อใช้กำหนดเวลาและทิศทาง ตลอดจนการทำปฏิทินที่สอดคล้องกับวัฏจักรของฤดูกาล ทำให้การดำรงชีวิตของมนุษย์เป็นระบบและเป็นไปอย่างปกติสุข
ความอยากรู้ของมนุษย์ ผลักดันให้มนุษย์พยายามสังเกตวัตถุท้องฟ้าและปรากฏการณ์บนฟากฟ้าอย่างต่อเนื่อง อุปกรณ์ช่วยสังเกตการณ์ ไม่ว่าจะเป็นทรงกลมท้องฟ้าเครื่องวัดพิกัดหรือสิ่งก่อสร้างที่ใช้เป็นหมายบอกตำแหน่งการขึ้น-ตก ของวัตถุท้องฟ้า ถูกสร้างขึ้นมากมาย ทำให้มนุษย์มีความเข้าใจระบบของธรรมชาติและศาสตร์แห่งท้องฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ วิชาดาราศาสตร์จึงได้ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
การปฏิวัติทางดาราศาสตร์ เริ่มเมื่อ ปี ค.ศ.1543 เมื่อนิโคลัส โคเปอร์นิคัส(Nicolaus Copernicus)นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์-เยอรมัน ตีพิมพ์หนังสือ ชื่อ “การโคจรของวัตถุท้องฟ้า (The Revolutions of the Heavenly Bodies)”

 

ซึ่งแสดงแนวคิดทางดาราศาสตร์ที่ค้านแนวคิดและคำสอนทางคริสตศาสนาดั้งเดิมที่เชื่อว่า “โลกและดวงจันทร์เป็นศูนย์กลางของเอกภพ” ในหนังสือของนิโคลัส โคเปอร์นิคัสกล่าวว่า “โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของเอกภพ ดาวเคราะห์ทุกดวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ดังนั้นดวงอาทิตย์จึงเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ ซึ่งโลกก็โคจรรอบดวงอาทิตย์เหมือนกับดาวเคราะห์ดวงอื่นด้วย” โคเปอร์นิคัส สามารถคำนวณเวลาที่โลกและดาวเคราะห์อื่น คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์โคจรรอบดวงอาทิตย์ได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งทำตารางการโคจรของดาวเคราะห์แต่ละดวง อย่างไรก็ตาม “ทฤษฎีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง (Heliocentric Theory)” ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับในยุคนั้น
เนื่องจากนิโคลัส โคเปอร์นิคัสยังไม่สามารถหาข้อมูลจากการสังเกตการณ์มาสนับสนุนได้อย่างแม่นยำและเพียงพอ
ล่วงมาในปี ค.ศ. 1572 นักดาราศาสตร์ชาวเดนมาร์ก ชื่อไทโค บราเฮ (Tycho Brahe)ได้เริ่มพัฒนามิติทางการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ โดยสร้างเครื่องวัดทางดาราศาสตร์หลายชิ้น สังเกตการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์และตำแหน่งของดาวฤกษ์ บราเฮ พบความสอดคล้องระหว่างผลการสังเกตการณ์ของเขากับทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส อย่างไรก็ตาม แม้บราเฮ จะเชื่อว่าดาวเคราะห์ต่างก็โคจรรอบดวงอาทิตย์แต่ยังสรุปว่าโลกอยู่นิ่งกับที่และดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก

 

ต่อมา โยฮันน์ เคปเลอร์ (Johannes Kepler) ผู้ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยสังเกตการณ์ของไทโค บราเฮ ได้นำเอาผลการสังเกตการณ์ของบราเฮ ซึ่งทำเอาไว้มากมายในสมัยบราเฮยังมีชีวิตอยู่ มาวิเคราะห์และยืนยันว่าแท้จริงแล้ว ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ ตามทฤษฎีของ นิโคลัส โคเปอร์นิคัส เคปเลอร์เสนอกฏการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ที่สำคัญไว้ 3 ข้อ
กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) เป็นนักดาราศาสตร์คนสำคัญที่บุกเบิกวิชาดาราศาสตร์ยุคใหม่ >กาลิเลโอ เป็นคนแรกที่ใช้กล้องที่ประกอบด้วยระบบเลนส์ส่องดูวัตถุท้องฟ้า และบันทึกสิ่งที่ค้นพบมากมาย ตีพิมพ์ในหนังสือเรื่อง “ผู้นำสารจากดวงดาว (The Sidereal Messenger)” ในปี ค.ศ.1610 ยืนยันว่าโลกใช่ศูนย์กลางของจักรวาล และเป็นบริวารดวงหนึ่งของดวงอาทิตย์และโคจรรอบดวงอาทิตย์ และตีพิมพ์แนวคิดดังกล่าวนี้ในหนังสือของเขาเรื่อง “บทสนทนาเกี่ยวกับ 2 ระบบใหญ่ของโลก (Dialogue on the Two Chief Systems of the World)” ในปี ค.ศ.1632

 

ดาราศาสตร์ยุคโบราณ
นับตั้งแต่สมัยโบราณ ที่มนุษย์เริ่มเห็นความสำคัญของวัฏจักรของธรรมชาติและปรากฏการณ์ต่างๆ บนท้องฟ้า ที่อาจมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตประจำวันของเขาเหล่านั้น ทำให้มนุษย์เริ่มสังเกตวัตถุท้องฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์  ดาวเคราะห์ และกลุ่มดาวต่างๆ ที่ขึ้นและตกในช่วงเวลาต่างๆ ในรอบปี แม้คนในยุคนั้นยังไม่มีกล้องโทรทรรศน์ที่นำมาใช้ในการสังเกตการณ์อย่างละเอียด แต่เขาก็ใช้ตาเปล่าและจินตนาการที่จะทำความเข้าใจกลไกธรรมชาติอันซับซ้อน มนุษย์เริ่มสังเกตตำแหน่งการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ที่สัมพันธ์กับฤดูกาล
ซึ่งสิ่งนี้เองทำให้รู้ว่าเมื่อใดเขาควรเพาะปลูก เมื่อใดเขาควรเก็บเกี่ยว และเมื่อใดเขาควรออกล่าสัตว์ เพื่อสะสมอาหารเอาไว้บริโภคในช่วงฤดูกาล

 

ที่มา

http://learners.in.th/blog/narain/26388

Comment

Comment:

Tweet

I'm really loving the theme/design of your site. Do you ever run into any browser compatibility problems? A few of my blog audience have complained about my blog not operating correctly in Explorer but looks great in Opera. Do you have any advice to help fix this problem?

#1 By http://www.fetang.com/ (27.159.198.209) on 2013-08-05 22:34